ซูโม่ กลายเป็นกีฬาทางการกับการจัดแข่งขันตามศาลเจ้า

ซูโม่

ในลัทธิชินโต มีริ้วขบวนเครื่องแต่งกาย และพิธีกรรมของกีฬา ซูโม่ ในปัจจุบัน เป็นการอนุรักษ์ประเพณี ที่ล้วนมีอิทธิพลมาจากลัทธิชินโตทั้งสิ้น นักซูโม่อาชีพเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยเอโดะ ซึ่งมีกติกาในการแข่งขันคือ บังคับให้คู่ต่อสู้ก้าวออกนอกวงให้ได้ ( เรียกว่า ” โยริกิริ ” )

นอกจากฝ่าเท้าแล้ว ห้ามให้ส่วนใดของร่างกาย ในการเล่น ซูโม่ สัมผัสพื้น ในวงกลม เช่น มือแตะพื้น ล้ม หรือนั่งลงพื้น ถือว่าแพ้ หากล้มพร้อมกัน คนที่ล้มก่อนจะแพ้ นักมวยปล้ำที่แพ้ในกรณีนี้เรียกว่า และการแข่งขันจะไม่ได้กำหนดเวลาแต่อย่างใด ทุกคนจะต้องล้มคู่ต่อสู้ ให้เร็วที่สุด

หากทั้งสองฝ่ายเหนื่อย ก็เกาะกันพัก 2 – 5 วิ แล้วลุยต่อจนกว่าจะรู้ผล โดยมากจะใช้เวลาไม่นานก็รู้ผลชนะการแข่ง ซูโม่ มีข้อห้ามในการแข่งขัน ห้ามโจมตีต่ำกว่าเอวลงไป แต่มีข้อห้ามในการแข่งขัน ซูโม่ คือห้ามต่อย ถีบหรือเตะ โจมตีตาหรือคอ และกระชากผม

ซูโม่ หากทำผิดกติกาก็จะถูกปรับแพ้ นอกจากข้อห้ามเหล่านี้

แล้วจะใช้เทคนิคใดในการเอาชนะก็ได้ เช่น ผลักร่างกายส่วนบน ยกคู่ต่อสู้ พุ่งเข้ากระแทก หรือกระทั่งตบมือให้ตกใจแล้วเข้าจู่โจมโดยไม่ให้ตั้งตัว สำหรับท่า Kimarite มีเทคนิคในการตัดสินผู้ชนะ เป็นท่าที่นัก ซูโม่ ใช้ในการต่อสู้ซึงมีมากถึง 82 ท่าการเคลื่อนไหวด้วยกัน

และไม่ใช่เทคนิคที่ชนะอีก 5 ท่า รวมแล้วก็คือ 87 ท่าทาง ในส่วนของการเคลื่อนไหว เช่น โอชิดาชิ  คือการผลัก หรือดันให้ตกเวที อุวะเทนาเงะ  คือการจับทุ่ม , โยริทาโอชิ  คือการผลักให้ล้ม , โยริคิริ คือการผลักออก ฯลฯ การแข่งขันแต่ละฤดูกาลของ ซูโม่ จะเป็นการจัดอันดับนักซูโม่

โดยจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ระดับ แบ่งเป็นสายตะวันออก 13 คน กับสายตะวันตก 13 คน ทั้ง 2 สายเท่าๆกัน ทั้ง 26 คน โดยซูโม่ 1 คนจะต้องแข่ง 15 ครั้งใน 15 วันๆ ละ 1 ครั้งตามตารางการแข่งขัน ซูโม่ ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า  ผู้ที่มีสถิติชนะ ซูโม่ มากที่สุดใน 15 ครั้ง

สรุป กลายเป็นผู้ชนะเลิศ และได้รับถ้วยรางวัลของจักรพรรดินัก ซูโม่

ที่เข้าสู่ระดับอาชีพคือ “ บันซูเกะ ” เรียกว่าระดับ “จูเรียว” จะได้รับการรับรอง และรับเงินเดือนจากสมาคมซูโม่ นัก ซูโม่ จะไว้ผมยาวต้องรวบเป็นหางเปียแล้วพาด กลับมาข้างหน้าบนศีรษะเท่านั้น ส่วนตรงช่วงเอวจะมีผ้าเตี่ยวคาดเอว เป็นผ้าที่มีความหนาที่มีชื่อว่า Unsaiori ซึ่งผ้าผืนนั้น

การห่อจะมีลักษณะคล้ายเข็มขัด ส่วนเรื่องการทานอาหาร นาเบะที่ทานกันในหมู่นัก ซูโม่ เอกลักษณ์คือปริมาณมหาศาล และอุดมไปด้วยโปรตีนที่ให้พลังงาน สำหรับนักซูโม่ที่ต้องยืนสองขาโดยไม่ให้มือแตะพื้นถือว่าสัตว์ที่มี 4 ขาอย่างหมูและวัวนั้นไม่เป็นมงคล จังโกะนาเบะ

จึงมักทำจากน้ำซุปกระดูกไก่ ใส่เนื้อไก่ เต้าหู้ ลูกชิ้น ผัก และเห็ด มีชื่อเรียกว่า “ มาวาชิ ”  “Mawashi ซึ่งจะมีความยาวของผ้าผืนนั้น มีความยาวประมาณ 6 – 7 เมตร กว้าง 46 ซม.  ตรงเป้าจุดซ้อนเร้นจะทำมาจากผ้าไหม  มีสายตุ้งติ้งอยู่ด้านหน้า ใช้เป็นเครื่องรางป้องกันคุณไสยนั่นเอง เพราะกีฬา ซูโม่ ถือเป็นกีฬาที่มีมาตั้งแต่อดีต เพื่อป้องกันการคดโกง และเพื่อความสบายจึงต้องมีเครื่องรางป้องกันไว้นั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *